Blogger: ขีดเส้นใต้แบ่งเนื้อหาบทความ


ในการจัดวางเนื้อหาบทความจะสามารถใช้วิธีขีดเส้นใต้ (Horizontal Line) เพื่อช่วยในการจัดแบ่งข้อความออกเป็นส่วนๆ ได้โดยนำ <hr /> ไปวางไว้ในช่อง 'แก้ไข HTML' ของเนื้อหาบทความ ซึ่งจะให้ผลเหมือนดังตัวอย่างด้านล่างนี้

ตัวอย่างเส้น Horizontal Line ที่สร้างขึ้นจาก <hr />

เปลี่ยนโลโก้ในผลการค้นหาของ Google Custom Search


ถ้าใช้้ Google Custom Search ที่เลือกให้แสดงผลแบบ 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google' จะสามารถเปลี่ยนภาพโลโก้ (Logo) ซึ่งแสดงในหน้าผลการค้นหาได้เหมือนกับภาพตัวอย่างด้านบน โดยมีวิธีการเปลี่ยนโลโก้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1. เริ่มแรกให้ไปที่ http://www.google.com/cse/ แล้วกดที่ 'จัดการเครื่องมือค้นหาที่มีอยู่ของคุณ' หรือจะเลือกเข้าไปที่ http://www.google.com/cse/manage/all โดยตรงเลยก็ได้เหมือนกัน


ขั้นตอนที่ 2. จะมีรายชื่อเครื่องมือค้นหาที่เราทำขึ้นแสดงอยู่ โดยให้เลือกที่ 'แผงควบคุม' ที่อยู่ข้างๆ ชื่อเครื่องมืออันนั้น


ขั้นตอนที่ 3. เลือก 'รูปลักษณ์และความรู้สึก' ในเมนูด้านซ้ายมือ


ขั้นตอนที่ 4. ในเมนู 'ตัวเลือกการโฮสต์' ต้องตั้งค่าเป็น 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google'

ขั้นตอนที่ 5. ในเมนู 'เลือกหรือกำหนดค่ารูปแบบ' ให้เลือกไอคอนรูปแบบที่คุณชอบอันไหนก็ได้จากตัวเลือกถูกที่จัดเรียงไว้ โดยในตัวอย่างข้างล่างนี้ผมได้เปลี่ยนจาก 'ค่าเริ่มต้น' ให้กลายเป็น 'ผู้นิยมความเรียบง่าย' แต่ไม่ว่าเราจะเลือกใช้รูปแบบไหนก็สามารถเปลี่ยนโลโก้ได้หมด


ขั้นตอนที่ 6. กดที่ปุ่ม 'กำหนดค่า' ที่อยู่ใต้ไอคอนรูปแบบที่เลือกเอาไว้

ขั้นตอนที่ 7. ตอนนี้จะพบว่าไอคอนรูปแบบที่เลือกไว้ก็จะกลายเป็น 'สไตล์ของฉัน' จากนั้นให้กดที่ตัวเลือก 'โลโก้' ในแถบด้านล่างแล้วจะมีเมนูให้ปรับแต่งโลโก้ปรากฎออกมา


ขั้นตอนที่ 8. เลือกขนาดโลโก้

ขั้นตอนที่ 9. 'URL ของโลโก้' หมายถึง ที่ตั้งของภาพโลโก้ที่เราอัพโหลดไว้

ลิงก์โลโก้ 10. 'ลิงก์โลโก้' หมายถึง เมื่อมีการกดลงบนภาพโลโก้แล้วจะให้นำไปสู่หน้าเว็บหน้าใด

ขั้นตอนที่ 11. ถ้าตั้งค่าโลโก้เสร็จแล้วก็ให้กดที่ปุ่ม 'บันทึก'
โดยถ้าหากคุณเป็นผู้ใช้้ Google Custom Search ที่เลือกให้แสดงผลแบบ 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google' อยู่แล้วก็จบที่ขั้นตอนนี้และสามารถเข้าไปดูผลได้เลย แต่ถ้าหากคุณใช้ Google Custom Search ในรูปแบบอื่นอยู่ก็ต้องรับโค้ดใหม่โดยทำตามขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 12. เลือกที่ 'รับโค้ด' ทางซ้ายมือ หลังจากนั้นก็ให้สั่งคัดลอกโค้ดภายในกรอบสี่เหลี่ยม ไปวางใส่ลงเว็บไซต์หรือบล็อกของเราก็จะมีช่องค้นหาปรากฎออกมา ซึ่งถ้าลองสั่งค้นหาข้อมูลดูก็จะพบว่าโลโก้ของผลการค้นหาจะถูกเปลี่ยนกลายเป็นภาพที่เราใส่ลงไป

อธิบายเพิ่มเติม
ในครั้งหน้าถ้าต้องการเปลี่ยนภาพสัญลักษณ์ หรือแก้ไขปรับค่าต่างๆ ของเมนูโลโก้ในขั้นตอนที่ 8-10 เมื่อกดที่ปุ่ม 'บันทึก' ตามขั้นตอนที่ 11 แล้วก็จะส่งผลให้โลโก้ที่เรากำลังใช้อยู่มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปรับโค้ดในขั้นตอนที่ 12 อีก

Blogger: สมัครใช้และติดตั้ง Google Custom Search


Google Custom Search เป็นการค้นหาข้อมูลด้วยที่กำหนดได้เอง สำหรับให้ผู้เข้าชมใช้ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์หรือบล็อก ซึ่งใช้งานได้ฟรีไม่ต่องเสียค่าใช้จ่ายและสามารถทำได้ง่ายๆดังนี้


ซึ่งบทความนี้จะจำแนกการอธิบายโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
  • ขั้นตอนที่ 1-10 > วิธีสร้างเครื่องมือค้นหาด้วย Google Custom Search
  • ขั้นตอนที่ 11-14 > วิธีเปลี่ยนรูปลักษณ์และความรู้สึกของ Google Custom Search
  • ขั้นตอนที่ 15-18 > ตัวอย่างการติดตั้ง Google Custom Search ใส่ลงในบล็อกของ Blogger



วิธีสร้างเครื่องมือค้นหาข้อมูลด้วย Google Custom Search

ขั้นตอนที่ 1. เริ่มแรกให้ไปที่ http://www.google.com/cse/ แล้วกดปุ่ม 'สร้่าง Google Custom Search' แล้วก็ใส่ข้อมูลของเครื่องมือค้นหาที่ต้องการลงไปตามขั้นตอนด้านล่าง โดยข้อมูลที่ใส่ลงไปนี้ส่วนใหญ่จะสามารถแก้ไขได้ในภายหลังเมื่อเข้าไปเลือกที่ 'แผงควบคุม'


ขั้นตอนที่ 2. ตั้งชื่อให้เครื่องมือค้นหา

ขั้นตอนที่ 3. ช่องสำหรับคำอธิบายของเครื่องมือค้นหา (จะไม่ใส่ก็ได้)


ขั้นตอนที่ 4. ใส่ URL เว็บไซต์ที่จะให้ถูกรวมอยู่ในผลการค้นหาของเครื่องมือนี้
โดยตามภาพนี้ผมต้องการสร้างให้เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งโดเมนจึงใส่ค่าลงไปเป็น maxlayout.com ดังรูป แต่ถ้าหากต้องการทำแบบอื่นก็ลองอ่านวิธีใส่ได้โดยกดที่ 'เคล็ดลับการจัดรูปแบบ URL.'

อธิบายเพิ่มเติม
นอกจากนี้สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ URL ของ google custom search ได้ที่
http://www.google.com/support/customsearch/bin/answer.py?hl=th&answer=71826

ขั้นตอนที่ 5. เลือก 'ยอมรับข้อกำหนดในการให้บริการ'

ขั้นตอนที่ 6. กดที่ 'ถัดไป'

ขั้นตอนที่ 7. กดที่ 'เสร็จสิ้น'


ขั้นตอนที่ 8. จะมีชื่อเครื่องมือค้นหาที่ทำขึ้นแสดงอยู่ในรายการด้านล่าง โดยเราสามารถเข้าไปจัดการปรับแต่งเครื่องมือนี้ด้วยการเลือกที่ 'แผงควบคุม'


ขั้นตอนที่ 9. จะเข้าสู่หน้า 'ข้อมูลเบื้องต้น' โดยจะพบว่ามีข้อมูลต่างๆ ของที่ใส่ลงไปแสดงไว้อยู่ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ตามต้องการ


ขั้นตอนที่ 10. ถ้าหากลองกดปุ่ม 'รับโค้ด' ที่เมนูทางซ้ายมือ จะพบโค้ดของเครื่องมือค้นหาอันนี้แสดงอยู่


ซึ่งในตอนนี้ถ้านำโค้ดไปใช้เลยก็จะได้เครื่องมือค้นหาเป็นแบบ 'Search Element' ที่ผลการค้นหาจะปรากฎออกมาในหน้าบล็อกหน้านั้นเลยตามแบบภาพข้างล่างนี้

ภาพตัวอย่างผลการค้นหาแบบ 'Search Element'


แต่อาจมีบางคนที่ชอบเครื่องมือค้นหาแบบ 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google' ซึ่งจะแสดงผลการค้นหาเหมือนในภาพข้างล่างนี้มากกว่า โดยเราสามารถเปลี่ยนวิธีแสดงผลการค้นหาได้ตามวิธีในขั้นตอนต่อจากนี้ (ส่วนคนที่ชอบแบบแสดงผลในหน้านั้นเลยก็ให้ข้ามขั้นตอนที่ 11-14 ไป)

ภาพตัวอย่างผลการค้นหาแบบ 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google'




วิธีเปลี่ยนรูปลักษณ์และความรู้สึกของ Google Custom Search

ขั้นตอนที่ 11. เลือก 'รูปลักษณ์และความรู้สึก' ในเมนูข้่างซ้ายมือ

ขั้นตอนที่ 12. เปลี่ยนตัวเลือกการโฮสต์จาก 'Search Element' ให้กลายเป็น 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google'

ขั้นตอนที่ 13. จากนั้นกดที่ปุ่ม 'บันทึก'


ขั้นตอนที่ 14. หลังจากนั้นก็ให้กดเลือกที่ 'รับโค้ด' ทางซ้ายมืออีกครั้งจะพบว่าโค้ดในกรอบสี่เหลี่ยมจะเปลี่ยนไป โดยถ้าสั่งคัดลอกโค้ดในกรอบนี้ไปวางใส่ลงเว็บไซต์หรือบล็อกของเราก็จะมีช่องค้นหาปรากฎออกมา




ตัวอย่างการติดตั้ง Google Custom Search ใส่ลงในบล็อกของ Blogger

ขั้นตอนที่ 15. การเอาโค้ดที่ได้มาไปใส่ลงบล็อกเริ่มโดยให้คัดลอกโค้ดในขั้นตอนที่ 14 มาจากนั้นเข้าไปที่เมนูของบล็อกแล้วเลือกที่
การออกแบบ > องค์ประกอบของหน้า > เพิ่ม Gadget > HTML/จาวาสคริปต์


อธิบายเพิ่มเติม
อาจสงสัยว่าในเมื่อ Blogspot มันมีตัวเลือก 'Gadget ช่องค้นหา' เหมือนในรูปข้างล่างนี้ไว้ให้ใช้อยู่แล้ว แต่ทำไมต้องไปเอาโค้ดสร้าง Google Custom Search มาใส่อีก


นั่นก็เป็นเพราะว่า ในขณะนี้ 'Gadget ช่องค้นหา' ที่มีไว้ให้เลือกนั้นยังไม่สามารถตั้งค่าให้แสดงผลแบบ 'หน้าเว็บที่โฮสต์โดย Google' และนอกจากยังไม่มีการตั้งค่าจัดรูปแบบ URL ที่ถูกครอบคลุมในผลการค้นหา

ขั้นตอนที่ 16. วางโค้ดที่คัดลอกมาลงใส่ในช่องที่ปรากฎ

ขั้นตอนที่ 17. ตั้งชื่อ 'หัวข้อ' ของ Gadget นี้ (จะไม่ใส่ก็ได้)


ขั้นตอนที่ 18. กดที่ 'บันทึก' ก็เสร็จแล้ว หลังจากนั้นถ้าลองเข้าไปที่หน้าแรกของบล็อกก็จะเห็นเครื่องมือค้นหาแสดงไว้อยู่ โดยถ้าลองค้นหาดูก็จะได้ผลแบบภาพด้านล่างนี้


อธิบายเพิ่มเติม
ถ้ารู้สึกว่าขนาดช่องค้นหาที่แสดงอยู่ในบล็อกมันสั้นหรือยาวมากไป ก็สามารถปรับขนาดได้ง่ายๆ ด้วยการแก้ไขตัวเลขโค้ดจากขั้นตอนที่ 16 ในบรรทัดที่ 6 ซึ่งได้เขียนเอาไว้ว่า
<input type="text" name="q" size="31" />
โดยถ้าอยากให้ช่องสำหรับใส่คำค้นหามันสั้นลงก็ลดเลขให้น้อยกว่า 31 แต่ถ้าอยากให้ยาวขึ้นก็เพิ่มเลขให้มากกว่า 31 ดังที่แสดงในตัวอย่างตามภาพด้านล่างนี้

เลือกดาวน์โหลดฟรีแวร์เวอชั่นใหม่ได้ที่ Filehippo.com


เวลาที่จะโหลดโปรแกรมฟรีแวร์ (Freeware) มาใช้หลายๆ ตัว หรือต้องการเช็คว่าตอนนี้มันอัพเดทไปถึงเวอชั่นไหนแล้ว ถ้าจะต้องเข้าไปดาวน์โหลดจากเว็บของผู้พัฒนาทีละแห่งก็คงเสียเวลามาก แต่หากลองเข้าไปที่ http://www.filehippo.com/ จะพบว่ามีโปรแกรมฟรีแวร์จัดแสดงเป็นรายการตามแต่ละประเภท ไว้ให้เราเลือกดาวน์โหลดอยู่มากมายโดยจะมีการอัพเดทให้เป็นเวอชั่นใหม่อยู่เสมอ ซึ่งสามารถเข้าใช้บริการได้ทันทีและโหลดฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ตัวอย่างการดาวน์โหลด
ขั้นตอนที่ 1. กดเลือกชื่อโปรแกรมที่ต้องการ (แต่ถ้าไม่เจอก็ลองค้นหาในช่อง Search ที่ด้านบน)

ขั้นตอนที่ 2. กดที่ปุ่ม Download ที่อยู่ทางขวามือด้านบน เพื่อสั่งโหลดไฟล์นั้นลงในเครื่องเราก็เสร็จแล้ว

เพิ่มเติม
นอกจากนี้จะเห็นว่าทางด้านขวามือใต้ปุ่ม Download จะมีโปรแกรมตัวที่เรากำลังดูอยู่นั้นในเวอชั่นเก่าๆ จัดเรียงไว้ให้เลือกดาวน์โหลดอยู่ด้วย

Photoshop: อักษรลำแสง (Beam Text)


ขั้นตอนที่ 1. สร้างไฟล์ Photoshop ขนาดเท่าไรก็ได้ ซึ่งตัวอย่างนี้ใช้พื้นที่ขนาด 300x300 แล้วเทพื้นหลังให้เป็นสีดำ

ขั้นตอนที่ 2. พิมพ์ตัวอักษรสีขาวลงไป โดยในตัวอย่างใช้อักษร Georgia ในแบบ Italic ขนาด 60pt


ขั้นตอนที่ 3. สร้างเลเยอร์เพิ่มขึ้นใหม่วางไว้ที่ด้านบนสุดจำนวน 6 เลเยอร์ โดยให้ตั้งชื่อว่า Layer 1,2,3,...,6 ตามลำดับดังรูป


ขั้นตอนที่ 4. ไปที่ Layer 1 แล้วให้กด Load Selection ของเลเยอร์ตัวอักษร (กดปุ่ม <Ctrl> พร้อมเลือกที่เลเยอร์ตัวอักษร) จากนั้นให้เทสี #ff0000 (R=255 G=0 B=0) ลงไป ก็จะได้ตัวอักษรสีแดงดังรูป


ขั้นตอนที่ 5. เลือกอีก 5 เลเยอร์ที่ได้ถูกสร้างไว้จากนั้นให้เทสีด้วยวิธี Load Selection แบบเดียวกับขั้นตอนที่ 4 แต่จะแตกต่างกันก็ตรงสีที่ใส่ลงใน Selection ของแต่ละเลเยอร์ดังนี้
Layer 1: #ff0000 (R=255 G=0 B=0) สีแดง
Layer 2: #f26522 (R=242 G=101 B=34) สีส้มเข้ม
Layer 3: #f7941d (R=247 G=148 B=29) สีส้ม
Layer 4: #ffc87d (R=255 G=200 B=125) สีส้มอ่อน
Layer 5: #ffff00 (R=255 G=255 B=0) สีเหลือง
Layer 6: #ffffff (R=255 G=255 B=255) สีขาว


โดยหลังจากที่ใส่สีลงในแต่ละเลเยอร์เสร็จแล้ว ก็ให้กด <Ctrl+D> เพื่อสั่ง Deselect


ขั้นตอนที่ 6. ให้ใส่ Filter ในแต่ละเลเยอร์ดังนี้
ไปที่ Layer 1: เลือก Filter > Blur > Motion Blur... โดยตั้งค่า Angle: 0 ,Distance: 999


ไปที่ Layer 2: เลือก Filter > Blur > Motion Blur... โดยตั้งค่า Angle: 0 ,Distance: 400
ไปที่ Layer 3: เลือก Filter > Blur > Motion Blur... โดยตั้งค่า Angle: 0 ,Distance: 250
ไปที่ Layer 4: เลือก Filter > Blur > Gaussian Blur... โดยตั้งค่า Radius: 8
ไปที่ Layer 5: เลือก Filter > Blur > Gaussian Blur... โดยตั้งค่า Radius: 14
ไปที่ Layer 6: เลือก Filter > Blur > Gaussian Blur... โดยตั้งค่า Radius: 5


ขั้นตอนที่ 7. ย้ายตำแหน่งเลเยอร์ตัวอักษรขึ้นไปไว้ด้านบนสุด


ขั้นตอนที่ 8. ไปที่เลเยอร์ตัวอักษรซึ่งอยู่ด้านบนสุดจากนั้นให้เลือก Layer > New Adjustment Layer > Hue/Saturation แล้วกดปุ่ม OK


ขั้นตอนที่ 9. จะพบว่ามีเมนูปรากฎออกมาให้เลือกปรับสีได้ตามต้องการโดยในตัวอย่างนี้ได้เปลี่ยนให้ค่า Hue: -100 จากนั้นก็กดปุ่ม OK ก็เสร็จแล้ว



ขั้นตอนที่ 10. โดยถ้าต้องการเปลี่ยนสีของลำแสงก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการไปกดดับเบิ้ลคลิกที่ Layer Thumbnail ของ Adjustment Layer ที่ถูกสร้างขึ้นในขั้นตอนที่ 8 ก็จะพบว่ามีเมนู Hue/Saturation โผล่มาให้แก้ไขอีกครั้ง ซึ่งถ้าหากลองปรับค่า Hue ให้เปลี่ยนแปลงไปก็จะได้ลำแสงที่มีสีแตกต่างกันดังภาพด้านล่าง ซึ่งภาพในตัวอย่างเกิดจากการตั้งค่า Hue ดังนี้
สีน้ำเงิน > Hue: +180
สีเขียว > Hue: +70
สีม่วง > Hue: -100
สีแดง > Hue: -45

RSS Feed คืออะไร

อาร์เอสเอส (RSS = Really Simple Syndication) คือ ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบเอ็กเอ็มแอล (XML) ที่กำหนดขึ้นมา สำหรับกระจายข้อมูลออกไปสู่เว็บไซต์ (Website Syndication) หรือเว็บบล็อก (Web Blog) เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถใช้ติดตามข่าวสารใหม่ๆได้ในทันที
ตัวย่อต่าง ๆ ที่ใช้อ้างถึงมาตรฐานนี้
  • Rich Site Summary (RSS 0.91)
  • RDF Site Summary (RSS 0.9 และ 1.0)
  • Really Simple Syndication (RSS 2.0)
RSS หรือ Really Simple Syndication เป็นบริการใหม่บนเว็บไซต์ภาษา XML ใช้สำหรับดึงข้อมูลหรือข่าวจากเว็บต่างๆ มาแสดงบนหน้าเว็บเพจ โดยนำมาเฉพาะหัวข้อข่าว เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์ก็จะแสดงรายละเอียดข่าวในเว็บต้นฉบับนั้นๆ โดยที่หัวข้อข่าวจะอัปเดทตามเว็บต้นทางโดยถ้าข้อมูลที่เว็บต้นแบบถูกแก้ไขจะทำให้ข่าวที่เว็บของเรามีการแก้ไขตามไปด้วย ซึ่งการดึงหัวข้อข่าวไปแสดงนั้นจะมีส่วนประกอบทั้งหมดสามส่วนคือส่วนผู้ให้บริการดึงข่าว และส่วนผู้สร้างเว็บไซต์ใช้ทั่วไปที่ต้องการดึงข่าวไปแสดง และส่วนผู้ใช้ทั่วไป

RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์โดยเฉพาะกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

ปัจจุบัน RSS ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกลางในการบริการข้อมูลทางธุรกิจ และมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแชร์ข้อมูล เช่นเว็บไซต์ข่าว หรือบล็อก ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลบนหน้าต่างพรีวิวแยกต่างหากเพื่อให้ผู้ใช้ไม่สับสน รวมถึงสามารถสืบค้นข้อมูลได้

จุดเด่นของ RSS คือผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆเพื่อดูว่ามีข้อมูลอัปเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัปเดทไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัปเดทใหม่บนเว็บไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้สามารถรับข่าวสารอัพเดทใหม่ได้โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์

นอกจากนี้สำหรับนักท่องเน็ตทั่วไป สามารถนำประโยชน์ของ RSS นี้ไปใช้งานได้ โดยสามารถติดตั้งโปรแกรม RSS Reader ใช้สำหรับดึงหัวข้อข่าวสารที่มีบริการ RSS มาไว้ในเครื่องของเรา และเมื่อมีการ อัพเดทจากเว็บนั้นๆ เราก็สามารถคลิกลิงค์ไปยังเว็บที่ให้บริการได้โดยตรง ช่วยให้ย่นเวลาในการเข้าไปดูเว็บต่างๆ มากมาย

Blogger: ส่งออกและนำเข้าบทความระหว่างบล็อก


การส่งออกบทความ Blogger จะเป็นการคัดลอกสำเนาบทความทั้งหมดรวมถึงความคิดเห็นที่มีอยู่ในบล็อกอันเก่า ไปใส่ลงบล็อกใหม่ ซึ่งบทความที่ถูกส่งออกไปก็จะยังอยู่ในบล็อกเก่าต่อไปเหมือนเดิมจนกว่าคุณจะสั่งลบมันทิ้ง ซึ่งเหมาะมากสำหรับเวลาที่ต้องการย้ายบล็อก โดยมีขั้นตอนดังนี้ (ขั้นตอนที่ 1-3 จะเป็นการส่งออก ส่วนขั้นตอน 4-8 จะเป็นการนำเข้า)

ขั้นตอนที่ 1. ในบล็อกอันเก่า (Old Blog) ให้เลือกที่ การตั้งค่า > ขั้นต้น

ขั้นตอนที่ 2. ในหัวข้อ "เครื่องมือเขียนบล็อก" ให้เลือกที่ "ส่งออกบล็อก"


ขั้นตอนที่ 3. เลือก "ดาวน์โหลดบล็อก" ก็จะทำให้บทความในบล็อกเก่านี้ถูกส่งออกมาเป็นไฟล์ชนิด XML Document โดยให้ "Save" ไฟล์นี้ลงไปในเครื่องของเรา



ขั้นตอนที่ 4. ไปที่บล็อกใหม่ (New Blog) แล้วเลือก การตั้งค่า > ขั้นต้น โดยในครั้งนี้ให้เลือกที่ "นำเข้าบล็อก"


ขั้นตอนที่ 5. กดที่ "เลือกไฟล์" โดยให้ไปเลือกไฟล์ XML Document ที่ถูกเก็บไว้ในเครื่องแล้วกดที่ "open"



ขั้นตอนที่ 6. พิมพ์อักขระที่คุณเห็นในภาพด้านล่าง


ขั้นตอนที่ 7. จะพบว่ามีตัวเลือก "เผยแพร่บทความที่นำเข้าทั้งหมดโดยอัตโนมัติ" แสดงไว้อยู่ โดยถ้าไม่เลือกตัวเลือกนี้บทความที่ถูกนำเข้ามานี้ก็จะยังไม่ถูกนำไปเผยแพร่ แต่ส่งจะไปอยู่ในกลุ่ม "นำเข้าแล้ว" ของเมนู "แก้ไขบทความ" ซึ่งเราสามารถไปเลือกสั่งให้เผยแพร่แต่เฉพาะอันที่ต้องการได้

ขั้นตอนที่ 8. กดที่ "นำเข้าบล็อก" ก็เสร็จแล้ว

อธิบายเพิ่มเติม
ในขั้นตอนที่ 7 ถ้าหากว่าไม่เลือกที่ "เผยแพร่บทความที่นำเข้าทั้งหมดโดยอัตโนมัติ" จะทำให้บทความที่นำเข้ามานั้นถูกส่งไปอยู่ที่ การส่งบทความ > แก้ไขบทความ > นำเข้าแล้ว ดังภาพด้านล่างครับ